ควันหลง “โฟกัส กรุ๊ป” ถกดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” สัญญาณทุนใหญ่กินรวบ – ผูกขาดที่แท้ทรู !!!

ควันหลงจากการที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดใหม่ ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(แบบวงจำกัด) หรือโฟกัส กรุ๊ป เฉพาะอุตสาหกรรมที่มีส่วนได้-เสีย เป็นครั้งแรก จาก 3 ครั้ง ไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเสียงสะท้อนว่าเวทีสาธารณะที่ออกมานั้น “เสียงแตก”

ผลการรวบรวมความเห็นที่ได้ อุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้อง “ส่วนใหญ่” ต่างเห็นด้วยกับดีลควบรวมในครั้งนี้ คงมีเพียงค่ายมือถือ เอไอเอส และ NT หรือบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ เท่านั้น ที่แสดงความเห็นคัดค้านการควบรวมกิจการในครั้งนี้อย่างสุดลิ่ม ซึ่ง กสทช.ในฐานะผู้รวบรวมความคิดเห็นระบุว่า เป็นธรรมดาของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และเป็นคู่แข่งโดยตรงที่จะมีความเห็นคัดค้านเช่นนี้

โดยผู้ประกอบการรายย่อย หรือลูกตู้ กล่าวสนับสนุน ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นคนถัดมา ว่า การเหลือผู้ประกอบการ 2 ราย ทำให้ไม่ต้องค้างสต๊อกสินค้า ที่สำคัญสัญญาณ 5G ของดีแทคก็ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ขณะที่ตัวแทนจากสมาคมมีความเห็นว่า การควบรวมนั้นจะทำให้มีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยและทำให้บริษัทคนไทยแข็งแกร่งขึ้น ส่วนประเด็นเรื่องราคาค่าบริการไม่น่าเป็นประเด็น เพราะ กสทช.ควบคุมราคาได้ดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ การมีเจ้าของเป็นคนไทย ข้อมูลของคนไทยจะได้นำมาจัดเก็บในประเทศไทย ไม่ต้องนำออกไปเก็บบนคลาวด์ของต่างชาติ

ตัวแทนสภาหอการค้าไทย นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ ที่แสดงความเห็นสนับสนุนการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย โดยให้ข้อคิดว่า ที่ผู้คนมองว่าการมี โอเปอเรเตอร์มากรายจะมีประโยชน์ แต่ในสายธุรกิจที่ลงทุนสูง หากผู้นำตลาดห่างไปไกล การแข่งขันอาจไม่เกิดขึ้น เบอร์รองอาจไม่มีกำลังในการลงทุนเพิ่มเติม และหากเบอร์ 2, 3 ลงทุนได้ไม่เต็มที่ จะไม่สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ กสทช.ควรพิจารณาระยะยาว การควบรวมกิจการใหญ่ขนาดนี้ ทั้งสองฝ่ายคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว เรื่องประโยชน์ต่อผู้บริโภค อยากฝากว่า หลังการควบรวม จะมีการทำประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไร แบบนี้ยอมรับการควบรวมกิจการได้

“ภาคเอกชนไทย อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ต้องมองประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่ง กสทช.มีอำนาจควบคุมด้านราคาอยู่แล้ว ดังนั้น ความกังวลว่าราคาจะสูงขึ้นนั้นไม่ต้องกังวล เพราะ กสทช.กำกับได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะควบรวมหรือไม่ ดูได้จากราคาค่าโทรและค่าอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในระดับที่แทบจะต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว ดังนั้น การแข่งขันของผู้ประกอบการหลังการควบรวม ที่มีความใกล้เคียง จะทำให้เกิดความสูสี และเร่งการลงทุนให้เร็วขึ้น พัฒนาคุณภาพบริการมากขึ้น และสุดท้ายลูกค้าได้ประโยชน์”

ขณะที่ตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย อภิปรายว่า สิ่งที่กังวลหลังจากควบรวม คือเรื่องคุณภาพ วิเคราะห์แล้วพบว่าที่ผ่านมา ทรู มีบริการออกมาหลากหลาย ทั้งเรื่อง 5G และปัญญาประดิษฐ์ (ไอโอที) ขณะที่ดีแทคเองเริ่มให้บริการไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น การควบรวมกันน่าจะดีกว่า ส่วนเรื่องราคาค่าบริการ ยอมรับว่าทุกวันนี้ค่าบริการไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนแท้จริงอยู่แล้ว แต่เป็นราคาจากการทำโปรโมชั่น ดังนั้น หากควบรวมกันผู้บริโภคน่าจะเห็นโปรโมชั่นที่ดีขึ้น อีกประเด็นคือ เรื่องการส่งเสริมสตาร์ตอัพ พบว่าทรูมีบทบาทและโครงการสนับสนุนสตาร์ตอัพ แต่ดีแทค ช่วงแรกมีโครงการสนับสนุน แต่เมื่อผู้บริหารต่างชาติเข้ามาใหม่ก็ล้มเลิกโครงการไป ดังนั้น การที่คนไทยเป็นผู้บริหารจะเข้าใจคนไทยมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีการหยิบยก ประกาศ กสทช.ว่าด้วยการกำกับดูแลการควบรวมธุรกิจปี 2561 ที่ว่าเอื้อทุนใหญ่ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะก่อนหน้ามีผู้ควบรวมเพียบ ซึ่งก็คงจะหมายถึง กรณีควบรวมกิจการ GULF กับ INTUCH และ AIS และกรณี TOT-CAT มาเป็น NT ในปัจจุบัน

ขณะที่ผลสรุปเวทีแสดงความเห็นสาธารณะแบบโฟกัส กรุ๊ปครั้งนี้ ที่กสทช.รวบรวมมาทั้ง 10 ข้อนั้น เมื่อสแกนลงไปก็แทบจะกล่าวว่า ชี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นพ้องกับการควบรวมครั้งนี้ โดยไม่มีความกังวลในเรื่องของการผูกขาดหรือลดทอนการแข่งขันแต่อย่างใด ทั้งยังมองด้วยว่า การให้บริการในปัจจุบันน่าจะเป็นการผูกขาดเสียมากกว่า เพราะรายใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาดคือ AIS นั้นมีกำไรจากการประกอบการโดดเด่นอยู่เจ้าเดียว และยังคงต้องการผูกขาดการเป็นเบอร์1 ของตลาดต่อไปเข่นนี้

อย่างไรก็ตามหากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณา กรณีการควบรวมกิจการในกิจการสื่อสารโทรคมนาคมก่อนหน้า ตามที่ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมซอฟแวร์ และที่เกี่ยวข้องหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า

กรณี “กัลฟ์เอ็นเนอร์จีฯ -Gulf “ เข้าถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง และ เอไอเอส นั้น ถือเป็นสูตรสำเร็จของการควบรวมกิจการเพื่อสร้าง Synergy ตามตำรา M&A อย่างแท้จริง เพราะแต่ละฝ่ายอยู่ในอุตสาหกรรมคนละด้าน ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแม้แต่น้อย เมื่อ Gulf เข้าซื้อกิจการหรือเทคโอเวอร์หุ้นใหญ่ในอินทัช ถือเป็นการ Diversify ธุรกิจจากกลุ่มพลังงาน สู่กิจการโทรคมนาคม และทำให้ อินทัช- เอไอเอส สยายปีกจากโทรคมนาคนมสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานด้วย

แต่ Point สำคัญผลแห่งการควบรวมกิจการ หรือที่จริงน่าจะใช้คำว่าเข้า Take Over หุ้นใหญ่ของ INTUCH-AIS นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการผูกขาด ไม่ได้ส่งผลให้ INTUCH-AIS มีอำนาจเหนือตลาด ไม่ได้ส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาด หรือทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาด Marker Share ของ AIS เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอะไรเลย เพียงแต่ทำให้หุ้นเปลี่ยนมือ และทำให้ฐานะทางการเงินของทั้ง INTUCH-AIS แข็งแกร่งขึ้นมาเท่านั้นจากการเข้ามาของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ข้ามฟากมาจากกลุ่มพลังงาน และทำให้ทั้งสองกลุ่มธุรกิจมีโอกาสสยายปีก ขยายกิจการไปเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกันมากขึ้นเท่านั้น

เช่นเดียวกับกรณีการควบรวมกิจการ บมจ.ทีโอที ( TOT) และ บมจ.กสทโทรคมนาคม ( CAT) เป็น บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT นั้น เหตุผลในการควบรวมสองรัฐวิสาหกิจก็เพราะทั้งสองกลุ่มต่างมีรัฐบาล/กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 100% เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การควบรวมกิจการดังกล่าวเป็นไปเพื่อทำให้รัฐลดการลงทุนซ้ำซ้อน ลดการแข่งขันกันเอง ลดความเทอะทะของแต่ละองค์กรลงมาเพื่อจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถที่จะแข่งขันในตลาดได้

ที่สำคัญผลแห่งควบรวม TOT-CAT ก็หาได้ส่งผลกระทบตลาด หรือทำให้ Market Share ในตลาดเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดผูกขาด ตรงกันข้ามน่าจะทำให้ตลาดได้อานิสงส์อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้นมาได้ หาก NT มีสถานะที่แข็งแกร่งมากขึ้น (แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ NT ยังคงเป็นเบอร์บ๊วย แทบจะถูกมองข้ามในตลาดเช่นเดิม)

ส่วนกรณีควบรวมกิจการ “ทรูและดีแทค” ที่นักวิชาการหลากสำนักและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกต่างพูดถึงนั้น แม้จะอ้างเป็นกรณีควบรวมกันตามปกติ ตาม “เทรนด์ควบรวมของโลก” แต่เหตุที่กฎหมายห้าม และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต่างก็ออกข้อกำหนดห้ามการควบรวมในลักษณะนี้ ก็เพราะทั้งสองกลุ่มนั้นอยู่ในตลาดเดียวกัน อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และต่างก็เคยเป็นคู่แข่งที่กรำศึกแข่งขันกันมาโดยตลอด เคยแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นเบอร์ 2, 3 กันมาตลอด ดังนั้นเมื่อทั้งสองกลุ่มหันมาจูบปากดำเนินการควบรวมกิจนการกันเองเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะทำให้ตลาดที่มีผู้แข่งขันหรือผู้ให้บริการ( Operator) น้อยรายอยู่แล้ว (3 รายใหญ่) จะลดเหลืออยู่เพียง 2 ราย ตลาดโทรคมนาคมไทยจึงมีแนวโน้มที่สองค่ายยักษ์จะผูกขาด มีอำนาจเหนือตลาด ลดการแข่งขัน ลดจำนวนผู้เล่นในตลาดลง จนทำให้มีแนวโน้มที่ โอเปอเรเตอร์จะฮั้วกันลดการแข่งขันเอาเปรียบผู้บริโภคได้ทุกเมื่อ

นั่นต่างหากที่ทำให้องค์กรกำกับดูแลทั่วโลกเขาจึงไม่ยอมให้เกิดขึ้น หรือหากจะยินยอมให้เกิดขึ้นจริง หน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องมีเงื่อนไขกำกับดูแลที่เข้มข้น ไม่ใช่ปล่อยให้มีการควบรวมกันไปตามอำเภอใจ หรือใบสั่งใคร

แบบที่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอย่าง “คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.)” เคยอนุมัติให้ยักษ์ ค้าปลีก-ค้าส่ง เบอร์ 1 และ 2 ในตลาดดำเนินการรวบรวมกิจการกัน (ทั้งที่กฎหมายห้าม) แล้วอ้างว่ามีการกำหนดเงื่อนไขก่อนการควบรวมปกป้องผู้บริโภคแล้ว

แล้ววันนี้ ที่ผู้บริโภคกำลังสำลักพิษเศรษฐกิจ ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน จนผู้คนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร ตลาดค้าปลีก-ค้าส่งที่ไหนก็ถูกทุนใหญ่กวาดเรียบไปหมดแล้วนั้น กขค.ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง!

เพราะอย่างที่กล่าว หากกรณีการควบรวมเช่นนี้ผ่านไปได้โดยสะดวกโยธินแล้ว มันจะกลายเป็นต้นแบบที่ตอกย้ำกฎหมายแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ทั้งในธุรกิจปกติและธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของไทยนั้น “มีก็เหมือนไม่มี” ไปตลอดศก นั่นเอง!!!

https://www.facebook.com/bkkwealthandbiz/posts/2809629519338469