‘จีน-กัมพูชา’ เห็นพ้องหนุนการค้า เสถียรภาพในภูมิภาค สู้โควิด-19

พนมเปญ, 13 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ย.) สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน เห็นพ้องการยกระดับความร่วมมือในการต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ส่งเสริมการค้าทวิภาคี ตลอดจนร่วมกันคุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพระดับภูมิภาค

ฮุนเซนกล่าวระหว่างพบปะกับหวังในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศ ว่ากัมพูชายินดีร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมให้คำมั่นสนับสนุนจีนอย่างหนักแน่นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของจีน อาทิ ไต้หวัน ฮ่องกง และซินเจียง

กัมพูชาซาบซึ้งกับความช่วยเหลือของจีนในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และมุ่งหวังจะประสานความร่วมมือทวิภาคีด้านมาตรการต่อต้านโรคระบาด การค้าและเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและความร่วมมือเพื่อป้องกันประเทศนอกภูมิภาคเข้าแทรกแซงประเด็นในภูมิภาค เพื่อร่วมกันคุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ด้านหวังกล่าวว่าภายใต้แนวทางของฉันทามติที่บรรลุโดยผู้นำทั้งสองประเทศ จีนพร้อมส่งเสริมความร่วมมืออันได้ประโยชน์ร่วมกันกับกัมพูชา และมุ่งหน้าสู่การสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนในทั้งสองประเทศ

หวังให้คำมั่นว่าจีนจะจัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กัมพูชาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือกัมพูชายับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

(แฟ้มภาพซินหัว : สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (คนที่ 2 จากขวา) และหวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน (คนที่ 2 จากซ้าย) ร่วมพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือทวิภาคี ในกรุมพนมเปญของกัมพูชา วันที่ 12 ก.ย. 2021)

ขณะเดียวกันหวังแสดงความคาดหวังว่าจีนและกลุ่มประเทศอาเซียนจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ระหว่างกัมพูชาเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า และบรรลุข้อตกลงที่มีประสิทธิผล มีนัยสำคัญในทางปฏิบัติ และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล

ทั้งนี้ ฮุนเซนและหวังเข้าร่วมพิธีส่งมอบสนามกีฬาแห่งชาติในกรุงพนมเปญ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากจีน ก่อนการประชุมร่วมกันดังกล่าว โดยหวังเดินทางเยือนกัมพูชาต่อจากเวียดนาม และมีกำหนดเดินทางเยือนสิงคโปร์และเกาหลีใต้เป็นลำดับถัดไป