ปัญหาเศรษฐกิจ โจทย์สาหัส รัฐบาลเศรษฐา

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มาถึงวันนี้ปี 2566 กำลังจะจบลง เป็นข้อพิสูจน์ชัดถึงความจริงที่ว่า เวลาไม่เคยรอใคร ฉะนั้น หากตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ หากนึกจะทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม ก็อย่าได้รีรอ หากไม่ได้สร้างผลกระทบที่ไม่ดีกับคนอื่น

สำหรับปี 2566 ถือเป็นอีกปีที่เหนื่อยล้าของสังคมไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่พ้นบ่วงผลกระทบ

ยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย ยิ่งไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะไม่เพียงปัจจัยภายนอกจะเป็นปัจจัยลบ แต่ปัจจัยภายในประเทศก็มีผลกระทบเชิงลบหนักหนาสาหัสเช่นกัน

การเมืองแม้จะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่มีจุดเริ่มต้นจากการทำรัฐประหาร แล้วใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ลอกคราบจำแลงกายให้เป็นเหมือนรัฐบาลประชาธิปไตย แต่อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่

แถมพิษร้ายของรัฐธรรมนูญปี 60 ยังทำให้การเลือกนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นไปตามมติของประชาชน เพราะจิตสำนึกของ 250 ส.ว. ยังคงมีปัญหา จากจุดยืนที่เชื่อฟังผู้แต่งตั้งมากกว่าจะฟังเสียงประชาชน

การมีรัฐบาลใหม่จึงล่าช้า และทำให้จนถึงวันนี้รัฐบาลใหม่ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ยังไม่มีงบประมาณปี 2567 ให้ใช้ ทั้งๆที่ปีงบประมาณเริ่มต้นมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 แล้วก็ตาม

รวมทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นนโยบายที่เผชิญกับการถูกกดดันให้ตีความกฎหมาย จนมีสภาพเป็นนโยบายเป็ดง่อย ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้

ขณะที่ทางด้านการลงทุน ก็ชัดเจนว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในปี 2566 นี้ ไม่ใช่ “ปีกระต่ายทองคำ” อย่างที่หวังกัน ซึ่งในตอนเริ่มต้นปีผู้ลงทุนทั้งหลายต่างรู้สึกดีมีควมหวัง เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในวันที่ 3 มกราคม 2566 ซึ่งเป็นวันแรกของปี 2566 ที่ระดับ 1,678.97 จุด และจริง ๆ ดัชนีขึ้นไปสูงสุดระหว่างวันที่ 1,683.38 จุด  โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ 64,998.07 ล้านบาท ช่วยจุดความหวังปีกระต่ายทองคำขึ้นมา

แต่ปิดท้ายปี 2566 ในวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ปรากฏว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,415.85 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 47,801.77ล้านบาท เท่ากับว่า ดัชนีปลายปีนี้ต่ำกว่าตอนเปิดตลาดต้นปีถึง 263.12 จุด แต่ที่น่าคิดมากๆก็คือมูลค่าการซื้อขายต่อวัน จากระดับ 64,000 ล้านบาทต่อวัน ลดลงมาอยู่ที่เพียงแค่ 47,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น

ประเด็นที่น่าคิดก็คือ เพราะอะไรตลาดหุ้นไทยจึงได้รับผลกระทบที่หนักที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน มีปัจจัยใดที่ทำให้การลงทุนไม่มาที่ตลาดหุ้นไทย หรือถ้ามาก็มาน้อยกว่าประเทศอื่น

กรณีหุ้น STARK ซึ่งชัดเจนถึงการที่มีคนในระดับผู้บริหารบริษัทเกี่ยวข้องกับการตบแต่งตัวเลขทางบัญชีจนนำมาซึ่งความเสียหายหลายหมื่นล้าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสุดท้ายคนผิดจะถูกลงโทษหรือไม่

และยังมีกรณีวิกฤตศรัทธาหุ้นกู้ที่เกิดจากการไม่มีเงินจ่ายคืนในหลายกรณี ได้ทำลายความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างมาก แถมยังมีกรณี Naked Short Sell กรณี Robot Trade ซ้อนขึ้นมาอีก จึงทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยยิ่งสั่นคลอน

ปัญหาเศรษฐกิจ จึงเป็นโจทย์หินโจทย์ยาก ของรัฐบาลเศรษฐา ที่ยังจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2567 อย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน

ภูวนารถ ณ สงขลา

The short URL of the present article is: https://wealthnbiz.com/GVCa2

Read Previous

กินจริงจัง กับบัตรเครดิต ttb อร่อยสุดคุ้มสไตล์ญี่ปุ่น รับส่วนลด 200 บาท ที่ SUSHI DEN

Read Next

ไอคอนสยามจัดเตรียมความพร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ในงาน Amazing Thailand Countdown 2024