รมว.กต.จีน ให้ข้อเสนอในสัมพันธ์ จีน-อาเซียน’

ฉงชิ่ง, 9 มิ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (7 มิ.ย.) บรรดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมตัวกันในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาอาเซียน-จีน ณ เทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีประธานร่วม ได้แก่ หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และทีโอโดโร ล็อกซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานด้านความสัมพันธ์อาเซียน-จีนในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมี ลิม จ็อก ฮอย (Lim Jock Hoi) นักการทูตบรูไน เลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมด้วย

หวังกล่าวว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-อาเซียนพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีพลังและครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน จีนและอาเซียนต่างแสวงหาความสามัคคีและความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งยังสร้างเสาหลักสำคัญสำหรับสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค หล่อหลอมเครื่องยนต์อันทรงพลังเพื่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรือง และสร้างตัวอย่างของความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

หวังระบุว่า จีนและอาเซียนได้จัดตั้งกลไกการเจรจาในระดับต่างๆ ระหว่างผู้นำ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อดำเนินการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในประเด็นสำคัญๆ อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์

ปริมาณการค้าระหว่างจีนและอาเซียนเพิ่มขึ้นกว่า 80 เท่า จากน้อยกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.49 แสนล้านบาท) มาอยู่ที่ 6.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21.33 ล้านล้านบาท) ขณะที่ยอดการแลกเปลี่ยนบุคลากรทะลุ 65 ล้านคนในปี 2019 และจำนวนเที่ยวบินระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงเกือบ 4,500 เที่ยวทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนนักเรียนมากกว่า 200,000 คน และการจัดตั้งเมืองพี่น้องมากกว่า 200 คู่

หวังเน้นย้ำว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันจนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด หุ้นส่วนความร่วมมือที่เปี่ยมด้วยสาระมากที่สุด และหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่มีพลวัตสูงสุด

หวังชี้ว่าจีนและอาเซียนควรให้ความสำคัญกับอนาคตในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้าง รักษา และพัฒนาเส้นทางแห่งความร่วมมือระดับภูมิภาคอันมีอัตลักษณ์ของเอเชียตะวันออก พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จีน-อาเซียนสู่ระดับที่สูงขึ้น และสร้างประชาคมที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นซึ่งมีอนาคตร่วมกัน

หวังกล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝ่ายควรกระชับความร่วมมือด้านการต่อต้านโรคระบาด โดยเสริมว่าจีนจะยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศหลักที่มีภาระความรับผิดชอบ เพื่อให้การจัดหาวัคซีนแก่ประเทศอาเซียนเป็นไปด้วยดีที่สุด ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา ผลิต จัดซื้อจัดจ้าง ฉีด และ กำกับดูแลวัคซีน ร่วมกับประเทศอื่นๆ

หวังกล่าวว่าจีนและอาเซียนจำเป็นต้องผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยควรสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับความร่วมมือจีน-อาเซียน หลังการระบาดใหญ่

ทั้งสองฝ่ายควรดำเนินความร่วมมือด้าน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทร ทะเล และชายฝั่ง อีกทั้งสร้างจุดเด่นในความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล

หวังยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสวงหาวิธีการยกระดับความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ไปสู่ความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมรอบด้าน และจัดตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับความร่วมมือจีน-อาเซียน

หวังกล่าวว่าควรผลักดันการบรรลุแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea – COC) โดยเร็ว และกล่าวว่าจีนพร้อมที่จะเสริมสร้างการเจรจาและการปรึกษาหารือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ รวมถึงจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และเพิ่มความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในระบบพหุภาคีและดำเนินงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมค่านิยมของเอเชีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นการยืนยันถึงผลสำเร็จจำนวนมากที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่อาเซียนและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะคู่เจรจาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

พวกเขากล่าวว่าความสัมพันธ์อาเซียน-จีนเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญและสร้างผลประโยชน์มากที่สุดระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันและกับหุ้นส่วนการเจรจาอื่นๆ และเสริมว่าประเทศสมาชิกอาเซียนต่างต้องการทำงานร่วมกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์อาเซียน-จีนไปสู่อีกระดับ

(แฟ้มภาพซินหัว : การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาอาเซียน-จีน ณ เทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 7 มิ.ย. 2021)