แต่งงบ – ปั่น STARK มหาภัยถล่มตลาดหุ้น!

STARK หรือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากดาวเด่นในสายตาของผู้ลงทุนทุกกลุ่มในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงปลายปี 2565 แต่กลับกลายเป็นหุ้นมหาภัยไปในทันที เมื่อ STARK แจ้งว่าไม่สามารถส่งงบการเงินปี 2565 ได้ตามกำหนดเวลา จนทำให้ถูกตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP หยุดการซื้อขาย

ในช่วงปี 2564 และปี 2565 หากไปดูบทวิเคราะห์หุ้นของนักวิเคราะห์ค่ายต่างๆ ล้วนเชียร์ว่า STARK เป็นหุ้นที่น่าลงทุน มีการกำหนดราคาเป้าหมายไว้สูงถึง 6-7 บาท แนะนำให้ซื้อ จึงทำให้ STARK ถือเป็นหุ้นทองที่น่าลงทุน เนื่องจากบริษัทมีการประมาณการธุรกิจไว้ในช่วงปลายปี 2564 ว่า รายได้ในปี  2564 คาดว่าจะแตะ 19,729 ล้านบาท ส่วนในปี 2565 คาดอยู่ที่ระดับ 23,052 ล้านบาท และในปี 2566 อยู่ที่ 26,517 ล้านบาท แถมยังคาดการณ์กำไรสุทธิในปี 2564 อยู่ที่ 1,827 ล้านบาท ส่วนในปี 2565 อยู่ที่ 2,484 ล้านบาท และในปี 2566 อยู่ที่ 3,135 ล้านบาท สุดแสนสวยหรูจริงๆ

แต่ในเดือนมีนาคม 2566 STARK กลับแจ้งขอส่งงบการเงินล่าช้า จนถูกขึ้นเครื่องหมาย SP (Trading Suspension) หรือห้ามซื้อขายชั่วคราว ถือเป็นสัญญาณอันตรายว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทดาวรุ่ง ถึงส่งงบไม่ได้ตามกำหนด ข่าวลือเริ่มสะพัดถึงปัญหามาจากงบการเงินมีปัญหา ผู้สอบบัญชีไม่รับรอง

และในเดือนเมษายน ปรากฏว่า เกิดกรณีกรรมการบริหารบริษัท 7 คน ลาออก ทำให้ข่าวลือยิ่งสะพัดมากขึ้น ขณะที่ STARK ก็ขอเลื่อนส่งงบการเงินเป็นครั้งที่ 3 คือขอไปส่งงบในเดือน มิ.ย. 2566 ซ้ำร้ายเมื่อวันที่ 26 เม.ย. STARK ออกมาระบุว่ามีหุ้นกู้ที่กำลังจะผิดนัดชำระหนี้ถึง 5 รุ่น มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท

หลังจากนั้น STARK กลายเป็นหุ้นฉาวในทันที ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็เริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ STARK  ไม่มีวี่แววว่าจะส่งงบการเงินได้

ทั้งกรณีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ กรณีราคาหุ้น STARK ดิ่งนรก ล้วนเป็นผลมาจากการแต่งตัวเลขทางบัญชี โดยเฉพาะยอดขายเทียม เพื่อทำให้บริษัทดูดี สามารถใช้ปั่นให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นได้นั้น ได้กลายเป็นระเบิดที่สร้างความเสียหายแก่ผู้ลงทุนอย่างหนัก และทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนสั่นคลอนอย่างมาก

STARK ไม่เพียงแต่เป็นเหตุการณ์ที่ฉุดความเชื่อมั่นในการลงทุนที่มีต่อตลาดทุนไทย  ซึ่งในการประเมินเบื้องต้นของคนในแวดวงตลาดหุ้น เชื่อว่า ความเสียหายรวมจากผลกระทบที่เกิดขึ้นทุกด้าน จะไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน และมีโอกาสที่ความเสียหายจะสูงขึ้นไปถึง 100,000 ล้านบาท ก็ยังคงเป็นไปได้เช่นกัน เพราะจากจำนวนหุ้นจดทะเบียน 13,406,404,956 หุ้น ที่เคยขึ้นไปสูงถึง 5-6 บาทกว่านั้น ลงมาเหลือแค่ 1 ถึง 2 สตางค์เท่านั้นเอง งานนี้ผู้ลงทุนทุกประเภทเสียหายกันระเนระนาดจริงๆ

The short URL of the present article is: https://wealthnbiz.com/RT2HF

Read Previous

‘ส่งออกไทย’ เหนื่อยต่อ ยังหดตัวต่อเนื่องไม่หยุด

Read Next

‘หลอกลงทุน’ ไม่มีแผ่ว ‘สติ-รู้ทัน’ ป้องกันดีสุด